วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

การไม่ตัดสินใจ

ในที่สุดก็ยังไม่ได้เขียนเรื่อง AEC ต่อจนได้ แต่2 -3 วันนี้มีเรื่องท่่ีได้มาจากการทำงานเป็นความรู้ที่คู่ควรบันทึกเลยขอแซงคิวบันทึกไว้ก่อน. ช่วง2ปีก่อน ทางบริษัทมุ่งเน้นหาระบบบัญชีอันใหม่มาทดแทนระบบเก่า ซึ่งต้องอาศัยการนำ software ตัวใหม่เข้ามา implement ทางเราก็จัดทีมทำงานมา ทางบริษัทที่เป็น solution provider ก็เข้ามาทำงานร่วมกับเรา ไม่รู้ล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆคืองานมันเดินไปช้าๆ แต่ทางเราก็ชำระเงินไปอย่างรวดเร็ว. สรุปเราได้ชำระเงินไปเกินครึ่ง ซื้อsoftware. ด้วย แต่ผ่านไป2 ปีทุกอย่างไม่คืบ งานที่ทำเหมือนได้งานแค่ 10-20% ของงานทั้งหมด สิ่งที่วิเคราะห์ออกมาว่าเป็นปัญหามีหลายประการ เช่น เรื่องการที่เราไม่สนใจที่จะส่งงานอย่างตรงต่อเวลา. การเรียงลำดับงานผิดไปทำเรื่องที่ไม่ควรทำก่อน ทำเรื่องที่เป็น facilitator ก่อนเรื่องที่เป็น system. ทุกคนไปทำเรื่องเหล่านี้จนมั่วไปหมด ระบบงานด้านบัญชีจริงๆไม่ได้ทำ. แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ทางฝั่ง software provider เองก็เลือกโปรแกรมมาไม่ได้เหมาะสมกับเราซักเท่าไหร่ต้องการ modify กันมากมาย และมาช่วงหลังๆการบริหารงานโครงการก็เริ่มเคี่ยว พอเคี่ยวก็เริ่มมีการกั็ก. งานท่ี่ควรจะเกินไปอย่่งที่ควรมันก็ยุ่ง ในที่สุดทาง software provider ก็มาขอหยุดการดำเนินงาน และกลับมาพร้อมข้อเสนอที่ตลกที่สุดคือ ขอตัดงานบางส่วนออก และถ้าจะทำงานต่อจะขอ charge เพิ่มอีกเกินเท่าตัว

ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เรื่องที่มีการพูดถึงกันบ่อยมากๆคือเรื่องการสื่อสาร จะมีการอ้างกันตลอดว่าสื่อสารไม่ได้ สื่อสารมีปัญหา. แต่พอคุยกันลึกๆแล้วทุกคนก็มาบอกว่าก็คุยกันอยู่บ่อยๆ เวลาในการคุยกันออกจะมากมาย. แต่มีคำพูดมาคำนึงตลอดคือว่า สิ่งที่คุยกันมักจะเป็นเรื่องปลายเปิด คือไม่มีการสรุป เมื่อไม่มีการสรุปก็ไม่มีการตัดสินใจ. หลายๆครั้งพอคุยกันไปๆมาๆ ไม่รู้ว่่าใครต้องไปทำอะไร ทุกคนรอและบอกกันว่า ตัดสินใจไม่ได้. นี่คือปัญหา

พอมาย้อนนึกดูที่ผ่านมาในชีวิตการทำงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทแล้วเกิดเป็นผลเสียมากที่สุดบ่อยที่สุด ไม่ใช่การตัดสินใจผิด แต่เป็นการไม่ตัดสินใจ. คราวนี้ผลเสียเป็นตัวเงินชัดๆก็ประมาณ 4 ล้าน ไม่รวมเวลาที่เสียไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง การไม่ตัดสินใจเกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจส่วนหนึ่ง ไม่มีเวลาคิดส่วนหนึ่ง และบางทีก็เกิดเพราะความขี้เกียจส่วนหนึ่ง กล่าวคือถ้าเราไม่ตัดสินใจ งานก็ไม่ต้องเริ่มทำ. เรากลัวความผิดเราจึงไม่ตัดสินใจ. แม้แต่สิ่งที่ได้รับมอบหมายมาก็ไม่ตัดสินใจ โยนเรื่องขึ้นข้างบนตลอด เกิดการเสียเวลาอย่างมหาศาล หลายๆอย่างการตัดสินใจไม่ได้มีผลกับค่าใช้จ่ายหรือมีก็น้อย จริงๆแบบนี้ควรตัดสินใจทำไปเลยถ้าได้รับมอบหมายไปแล้ว

บางเรื่องผมไม่ได้เข้าใจดีพอจะตัดสินใจแต่มาถามทั้งๆที่คนที่อยู่กับงานมาแต่ต้นเข้าใจดีกว่า. ถ้าจะมาให้ตัดสินใจก็น่าจะมาถามวนเรื่องที่ผิดข้อตกลง หรือเรื่องที่ไม่เป็นไปตามที่พูดไว้ หรือเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป เรื่องแบบนี้ต้องมาให้ตัดสินใจถ้าทำได้ หรือถ้ามันฉุกละหุกก็ต้องมารายงาน ผิดก็รับไป เรียนรู้เพื่อแก้ไข ไม่ใช่กลัวผิด กลัวโดนตำหนิจนไม่ได้ทำอะไร

คุณค่าของเวลาที่เสียไปกับการรอคอยโดยไม่ทำอะไร และไม่ทราบว่าจะทำอะไรคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด. ทั้งกับตัวบุคคลเองและกับองค์กรณ์ ชีวิตนี้มันไม่ได้ยาวมาก เวลาที่หายไปเพราะรอการตัดสินใจมันมากมาย จนบางทีอาจจะเสียหายมากกว่าทำผิดเสียอีก ถ้าเปรียบเหมือนกบในหม้อต้มน้ำร้อนที่ค่อยๆร้อนขึ้นพอรู้ตัวก็สายเสียแล้ว มันค่อยๆกัดกินชีวิตเราทีละน้อย บางเรื่องไม่ตัดสินใจเสียที ในที่สุดกก็ไม่ต้องตัดสินใจ เพราะมันเลย dead line มาแล้ว 

ถ้าเราไม่อยากเป็นกบต้ม วันนี้เราต้องเริ่มกลับมาเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะต้องตัดสินใจ และเราต้องตัดสินใจกันเสียที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป แน่นอนว่าการตัดสินใจต้องรอบคอบ แต่หลายเรื่องถ้าตัดสินใจไปแล้ว อย่ากลับไปไปมาๆ อย่ามาแก้ตัว ถ้าเรารู้ว่าผิด เราก็พัฒนา อย่าว่าแต่อนาคตไม่แน่ไม่นอน. การตัดสินใจผิดอาจกลายเป็นถูกก็ได้ในที่สุด





วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ไปAEC(ที่คิดไว้)

อันนึงของการหัดเป็นblogger คือการพยายามpost บ่อยๆ ทุกวันได้ยิ่งดี. ถือเป็นการทบทวนชีวิตด้วยไปในตัว วันนี้ขอเอาเรื่องวันศุกร์มาบันทึกเอาไว้

ไม่มีอะไรมากนอกจากประชุมยาวๆทั้งวัน แต่เรื่องที่น่าสนใจคือการเตรียมไปบรรยายเรื่องAEC ให้ลูกค้าของธนาคารกสิกรฟ้ง ในเดือนตุลาคม เชามาถามว่าจะไปพูดอะไรบ้าง ก็เลยสรุปคร่าวๆให้เขาฟังว่าคิดอะไรเตรียมอะไรอยู่

เรื่องแรก ต้องแบ่งแยก AEC. ออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มองไทยว่าก้าวไปก่อนมกับกลุ่มที่มองไทยเป็นคู่แข่ง. กลุ่มที่เห็นว่าเรานำเขาอยู่ส่วนใหญ่คือพวก CLMV. ส่วนที่มองว่าเรากำลังแข่งกับเขาอยู่ก็คือSingapore Malaysia Indonesia ขอเรียกว่า SMI การวางกลยุทํธ์จะต้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในการทำธุรกิจสำหรับผม เชื่อว่ามี 2 ประเด็นหลัก คือ การทำตลาด. กับการสร้างระบบ ในประเทศกลุ่ม SMI กับCLMV มีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ในประเทศ CLMV เชามองเราเหมือนเรามอง ญี่ปุ่น มอง อเมริกา ชื่นชมคุณภาพสินค้าของเรา เพราะสินค้าของเราถูกผลิตมาเพื่อรองรับกับผู้บริโภคที่เริ่มมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่สูง. ของอะไรที่ทำในไทย แม้ว่าจะเป็นของที่อยู่ระดับล่าง ก็ยังมีคุณภาพมาตราฐานที่ดี และเป็นที่นืยม ชื่นชมได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นสินค้าอะไรที่ดีของเราที่ทำในเมืองไทยได้ดี. ถ้าไปขายในประเทศเหล่านี่ การปรับเปลี่ยนคุณสมบัติตามตลาดไม่ใช่สิ่งใหญ่ที่สุด เขาพร้อมจะเปลี่ยนมาตามเราอยู่แล้ว ถ้านึกไม่ออก คนอายุ 40 อย่างผมยังจำวันที่คนไทยกินปลาดิบ กันcheese ไม่เป็น ไม่นานนักบัดนี้คนไทยนำวัฒนธรรมทานของดิบมาปรับปรุงกินกันเองอย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้นเรื่องการปรับสินค้าให้เข้ากับประเทศเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องปรับมาก และที่สำคัญอย่าลดคุณภาพเด็ดขาดครับ เขาชื่นชมเราเพราะคุณภาพเป็นไทย เหมือนเราชื่นชมคุณภาพของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ

ประเทศ CLMV ตลาดไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ เจอเพื่อนดีๆ เชื่อถือได้ เอาของเราเข้าไป ยังไงก็ขายได้ มากน้อยอยู่ที่เพื่อนเราเข้าถึงแค่ไหนก็เท่านั้นเอง.  แต่ประเทศพวกนี้ การสร้าง"ระบบ" ธุรกิจยากครับ ถึงยากมาก ตั้งบริษัทยังยาก. ขนของก็ยาก กฎหมายก็ยาก ทำไมยากครับ เอาเรื่องกฎหมายก่อน. ประเทศเหล่านี้ก็เหมือนๆกับไทยเราเมื่อนานมาแล้วล่ะครับ กฎหมายต่างๆก็ศึกษามาจากที่เขามีอยู่กัน บ้างมาดูที่ไทยบ้างไปดูที่ยุโรป บ้างไปดูที่อเมริกา ไปดูมาทุกคนก็บอกว่าจะปรับใช้กให้เหมาะสม กฎหมายต่างๆก็มักจะเกิดมาแบบเหมือนเปี็ยบ หรือบางทีก็แนวตัดแปะ ซึ่งมันไม่ได้ผิดอะไรครับ เริ่มแบบนี้ดีกว่าเริ่มจากศูนย์ แต่ปัญหามันก็คือว่ากฎหมายถ้าจะใช้งานได้มันต้องenforce หรือบังคับใช้ได้ การบังคับใช้ได้ ก็หมายความว่าต้องมีหน่วยงานของภาครัฐที่รองรับ และ"ใช้เป็น". ดังนั้นประเทศที่พึ่งมีระบบที่ชัดเจนจะต้อบใช้เวลาอีกระยะหนึ่งครับ กฎหมายต่างๆจึงเป็นกฎหมาย ดังนั้นกฎหมายอะไรที่เข้าใจยากๆ. เตรียมใจไว้เลยว่าอีก 2-3ปี มันก็อาจจะใช้ไม่ได้ 

การขนของไป คนคนมีคุณภาพไปทำงานก็ไม่ง่ายครับ. การขนของบางทีมีด่านพิเศษรายทาง. บางทีมีปัญหาดึงตามดุลยพินิจย์ กรณีขนคนเก่งๆไป ส่วนมากถ้าให้ไปเที่ยวไปกันครับ. แต่ถ้าให้ไปอยู่ฝังตัว ยากเหมือนกัน เพราะการเดินทางไม่สะดวกภาษายังไม่พร้อมอะไรจิปาถะ เรียกง่ายๆว่า Market ง่ายแต่ไม่ ease of business เลยครับ

เราจะมอง AEC กลุ่มนี้เป็นแค่ตลาดถูกต้องแล้วหรือ ทั้งๆที่โอกาสมหาศาลไม่ได้อยู่ที่ตลาด พรุ่งนี้สัญญาว่าจะมาต่อครับ